ประวัติ (ผู้จัดทำ)พอสังเชป    
.............................สวัสดีครับ....กระผม ร้อยตำรวจตรีปัญญภัณฑ์ ชากำนัน ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี อายุ 55 ปั เป็นตำรวจรุ่น 29 โรงเรียนตำรวจภูธร 3
ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (ชื่อเดิม สมศักดิ์ ชากำนัน บ้านเกิด อ.ภูเวียง จว.ขอนแก่น) บรรจุเป็นตำรวจครั้งแรกที่ สภ.น้ำยืน จว.อุบลราชธานี เมื่อปี 2521 และช่วงหลังได้ย้ายตามภรรยามาอยู่ที่
สภ.เขื่องใน จว.อุบลราชธานี เมื่อปลายปี 2536 ปัจจุบัน อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 203 ม.5 บ.สว่าง ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จว.อุบลราชํธานี (บ้านส่วนตัว) มีภรรยา 1 คน ชื่อ นางอรทัย (ติ๊ก) ชากำนัน เป็นลูกสาวคนโต
ของ พ.ต.ท.ชนะ ชูมาตย์ อดีต รอง ผกก.หน.สภ.หัวตะพาน จว.อำนาจเจริญ (เกษียณอายุราชการ)จบการศึกษาปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง อายุ 49 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ อสม.ประจำหมู่บ้าน ที่สำคัญเป็นแม่บ้านที่ดีของสามีและลูกๆ เป็นคนเก่ง เรื่องการบ้าน การ
เรือน งานฝีมือ(เย็บปักถักร้อย) การทำอาหารทุกชนิด อร่อยอย่างหาที่ติไม่ได้  
ผมพูดจริง...ไม่เชื่อมีโอกาศผ่านไปก็แวะชิมฝีมมือได้ (ช่วงนี้ปลาที่เลี้ยงไว้ตัว
โตแล้ว..ดุกอุยตัวเหลืองอ้วน..น่าทาน...
...................เกือบลืมไปว่ามีลูกอีก 2 คน คือ คนโตเป็นหญิงสาวสวย น่ารัก
จิ้มลิ้ม คนเดียวในชุมชนบ้านหลังนี้ คนสวยชื่อ น.ส.จุฑาภรณ์ ชากำนัน หรือ
น้องฝ้าย..
 
พ่อ ปัญญภัณฑและครอบครัว์..ครับ
 
ปัจจุบันอายุ 25 ปี จบการศึกษาู่่ระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรม
ศาสตร์ สาขา วิศวกรรมโยธาชนบท ที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จว.มหาสารคาม ระดับไอคิว ไม่สูง
ไม่ต่ำ เดินสายกลาง (ผ่านตลอด) เป็นคนนิสัยดี ร่าเริง ชอบเรียน
ถึงวุฒิการเรียนต่ำ แต่ภาวะความรับผิดชอบสูง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
เป็นความหวังของพ่อ,แม่อีกคนที่หวังจะให้เป็นคนดีของสังคมและ
เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในอนาคตตลอดไป
ยัย ติ๊ก..ค่ะ
   
 
......................ลูกอีกคน เป็นผู้ชาย เขาชื่อ นายกริช ชากำนัน
(ชื่อเล่น น้องนุ่น) ปัจจุบัน อายุ 23 ปี จบการศึกษาู่ระดับ
ปริญญาตรี คณะบัญชีและการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
เรียนไม่เก่งเหมือนกัน แต่คนนี้โชคดีหน่อย เพราะเข้า
สอบอะไรก็ติด สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยติดทั้งมหาวิทยาลัย
อุบลราชธานี,มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี,มหาวิทยา
น้อง ฝ้าย...
ลัยมหาสารคาม แต่่ก็เลือกลง ม.สารคาม อยู่กับพี่สาว ช่วงนี้
  สมัครไปเป็นทหาร...เป็นความหว้งของทั้งพ่อและแม่ และ
ที่สำคัญ การที่ลูกทั้งสองคนไม่เกเร เป็นคนชอบไฝ่เรียน ไม่ประพฤติตนไปในทางที่ผิด เป็นคนดี ปกครองง่าย เป็นเด็กที่ชุมชนชมเชย ให้เป็น
ตัวอย่างของเด็กดี รักการเรียน จึงเป็นกำลังใจ และเป็นแรงบันดาล ให้พ่อและแม่ได้มีแรงต่อสู้ ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจ เสริม
รายได้ให้ครอบครัว ถึงแม้ว่าจะเป็นหนี้อยู่บ้างก็ตาม.... อนาคตลูกๆ สำคัญกว่าอื่นใด
..................ลูกๆ มีโอกาสแล้ว..พ่อกับแม่ก็ได้ให้โอกาสนั้น
แล้ว ...ก็ขอให้ลูกได้ใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์ในสิ่ง
ที่ได้ตั้งใจไว้ให้มากที่สุด ..".นั่นก็คือการศึกษา หาความรู้
เพื่อสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคงให้กับตนเอง" พ่อกับแม่จะเป็น
เตรียมรับปริญญา..ครับ
ผู้ให้ และคอยสนับสนุน ส่องแสงสว่างให้ลูกๆ ได้เดินไปใน
เส้นทางที่สดใส ...ถึงแม้ว่าเส้นทางที่จะเดินนั้นไม่ได้โรยไว้
  ไว้ด้วยกลีบกุหลาบก็ตาม.....
....................จาก...การที่ผมเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา อยู่กับการทำ  
ไร่ ทำนามาแต่กำเนิด และช่วยพ่อแม่ทำมาหากินมาโดยตลอด
จึงพอจะมีความรู้ ประสบการณ์ในการทำการเกษตรติดตัวอยู่บ้าง
ตั้งแต่เข้ารับราชการเป็นตำรวจ เมื่อปี 2521 สังกัด สภ.น้ำยืน ก็
ไม่ได้ทำเกษตรอีกเลย จนได้ย้ายมาสังกัดที่ สภ.เขื่องใน เมื่อปลาย
ปี 2536 มารับมรดกที่ทำกินหลายแปลง ก่อนอื่นก็เริ่มทำนามา
เรื่อยๆ มาเริ่มทำไร่มันสำปะหลังได้ 3 ปี แล้ว ยังมีที่ดินเหลืออยู่
ตามหัวไร่ ปลายนาอีกหลายแปลง จึงตั้งใจไว้ว่าจะบุกเบิกที่ดินที่
ยังเป็นป่าอยู่มาทำประโยชน์ เป็นที่ทำกินตามแรงกาย แรงทรัพย์
ที่พอทำได้ เริ่มจากปลายนา 2 ไร่ ปลูกไม้ยูคาลิปตัสทิ้งไว้ เพราะ
ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมาก เหลืออีกแปลงประมาณ 9 ไร่ ยังปล่อย
ไว้ไม่ทำอะไร เพราะทุนน้อย (ช่วงนี้ต้องลูก..มาก่อน) จึงทำในสิ่ง
น้อง นุ่น..ครับ
ที่พอทำได้...ไปก่อน    
.......................เศรษฐกิจพอเพียง เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ผม่ตั้งใจไว้ว่า ..." จะทำให้สำเร็จในที่ดิน(ไม่มากนัก)ที่มีอยู่ เพื่อตอบแทนพระคุณแผ่นดิน ตามแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้กับครอบครัวในอนาคต ซึ่งการดำเนินการทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ปัจจัย และการวางแผนที่ดี ซึ่งมีคนเคียงข้างคอยให้กำลังใจ .....โดยได้แบ่งที่ดินออกเป็น 5 ส่วน

คือ ..................1. ส่วนที่อยู่อาศัย (เนื้อที่ 1 งาน) ปลูกบ้านขนาดเล็กพออยู่ได้ พร้อมห้องนอน,ห้องน้ำ,ห้องครัว,ที่พักผ่อน มั่นคงแข็งแรง จำนวน 1 หลัง พร้อมลานจอดรถยนต์(คู่ใจ) ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ

........................2. ส่วนปลูกไม้ผล (เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน) โดยปลูกไม้ผลหลายชนิด เช่น ทุเรียน,ลิ้นจี่,ละมุด,ลำใย,ลองกอง,ส้มโอ.มะไฟ.,เงาะ ฯลฯ อย่างละ 3-5 ต้น
........................3. ส่วนพืชผักสวนครัว (เนื้อที่ 2 งาน) ปลูกพืชผักกินได้ เช่น มะกรูด,มะนาว, กล้วย,ไผ่เลี้ยงหวาน,ข่า,ตะไคร้,พริก,มะเขือ,มะเขือเทศ,มะละกอ,ฯลฯ
........................4. ส่วนบ่อเลียงปลา (เนื้อที่ 1 งาน) ขุดเป็นบ่อขนาดกลาง ลึกประมาณ 3 เมตร โดยปล่อยเลี้ยงปลาหลากหลายชนิด เช่น ปลานิล,ปลาปาก,ปลาดุก,ปลาช่อน ฯลฯ
........................5. ส่วนนาปลูกข้าว แบ่งเป็น 3 แปลง คือ
........................................5.1 แปลงที่ 1 : ปลูกข้าวเหนียว (เนื้อที่ 6 ไร่) โดยทำนาแบบหว่าน (เพราะลงทุนน้อยกว่าแบบนาดำ) (ในเขตหมู่ 7 ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จว.อุบลราชธานี )
........................................5.2 แปลงที่ 2 : ปลูกข้าวเจ้า (เนื้อที่ 10 ไร่ ) แบบหว่าน เช่นกัน (ในเขตหมู่ 7 ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จว.อุบลราชธานี)
........................................5.3 แปลงที่ 3 : ปลูกข้าวเจ้า (เนื้อที่ 10 ไร่่) แบบหว่าน เช่นกัน (ในเขต บ.คูเมือง ต.ศรีไค อ.วารินชำราบ จว.อุบลราชธานี
ส่วนเสริม
...............- เนื้อที่ 2 ไร่ ปลูกไม้เศรษฐกิจยูคาลิปตัส ประมาณ 200 ต้น
...............- เนื้อที่ 5 ไร่ ปลูก พืชทดแทน มันสำปะหลัง

การจัดการ : ฟาร์มเศรษฐกิิจพอเพียง
.    
ส่วนที่ 1 : ส่วนที่อยู่อาศัย    
.
................บนเนื้อที่ 3 ไร่ เศษ ติดถนนตัดผ่านจากถนนแจ้งสนิท
แยกหน้าร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ บ.เ.กียรติสุรนนท์ ในเขต
เทศบาลเขื่องใน 1,500 เมตร เป็นทางลัดเชื่อมไปยังบ้านคำสมอ
ต.ยางขี้นก เป็นที่ตั้ง "ฟาร์มเศรษฐกิจพอเพียง ปัญญภัณฑ์ฟาร์ม"
จัดแบ่งที่ดินออก 1 งาน ติดถนนสร้างที่อยู่อาศัย โดยทำเป็นบ้าน
เรือนไม้ต่อเสาปูน ยกสูง (ตามภาพ) ขนาด กว้าง 6 เมตร,ยาง 7
เมตร แบ่งเป็น 1 ห้องนอน,1 ห้องน้ำ,1ระเบียงที่นั่งเล่น ส่วนล่าง
ใช้เป็นที่นั่งเล่น,ห้องน้ำ,และเป็นที่จอดรถ มุงหลังคาด้วยสังกะสี
มีรางน้ำ สำหรับรองน้ำฝนไว้ดื่ม ไว้ใช้ (ไม่ต้องซื้อน้ำดื่มน้ำใช้
จากที่อื่น) เป็นที่อยู่อาศัยใช้หลบแดดฝน และหลับนอนได้อย่าง
สบาย บรรยากาศริมทุ่งนา ลมพัดเย็นสบาย อากาศบริสุทธิ์ ทุ่งนา
โล่งกว้าง มีวัว ควายประด้ับฉาก เบิ่งมองแล้วสบายตา
..............รอบบริเวณบ้าน ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ อื่นๆ พอให้มี
สีสรรค์ ส่วนด้านหน้าบ้าน เหลือที่ไว้เป็นลานจอดรถ กว้างขวาง
พอประมาณ รอบบริเวณเนื้อที่ 3 ไร่เศษ มีรั้วรอบขอบชิค ไว้เพื่อ
ป้องกันสัตว์เข้าทำลายทรัพย์สินภายในไร่.....
  .........ตัวบ้าน ประกอบไปด้วย เสา 9 ต้น ระยะห่างด้านกว้างห้องละ 3 เมตร
อีกมุมหนึ่ง
  ด้านยาว ห้องละ 3.50 เมตร, สูง ชั้นล่าง 2.50 เมตร,ชั้นบน 3 เมตร กั้นห้อง  
  ด้วยไม้ฝา ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ประมาณ 75,000 บาท  
..    

ส่วนที่ 2 : ส่วนปลูกไม้ผล    
    .............สำหรับส่วนนี้ เป็นส่วนสำคัญและเป็นหลักใหญ่ใน
การสร้างอาชีพ เพราะต้องวางแผนในการปลูกให้เกิดความ
เหมาะสม กับที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน นี้ โดยต้องกำหนดพืช
ที่ต้องนำมาปลูกว่า จะต้องเป็นชนิดใดบ้าง และเมื่อปลูกแล้ว
จะได้ผล หรือมีความจำเป็นกับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือ
ไม่ เหมาะกับดินที่ปลูกมากน้อยเพียงใด
............ก่อนอื่น ต้องเตรียมดินให้เหมาะกับการปลูกพืช โดย
ไถพรวนดินให้ราบเรียบ สม่ำเสมอ เก็บเผาวัชพืชและเศษไม้
ให้หมด พร้อมที่จะนำต้นกล้าไม้ผลมาปลูกได้
...........และก่อนปลูกก็ต้องพิจารณาหาไม้ผลที่จะนำมาปลูก
ว่าจะปลูกพืชชนิดใดบ้าง เมื่อได้แล้ว ก็ลงมือขุดหลุมปลูก
โดยกะระยะห่างของต้นให้เหมาะสม ไม่แคบหรือกว้างเกินไป
โดยพิจารณาถึงพุ่มไม้ที่โตว่าจะต้องใช้ระยะห่างเท่าใด เมื่อ
เตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็นำต้นกล้าไม้ลงปลูกได้เลย
.......... การปลูกไม่ควรนำต้นกล้าไม้ลงปลูกในตอนเช้า หรือ
ตอนกลางวัน เพราะเมื่อปลูกแล้ว ต้นกล้าที่ปลูกใหม่จะต้องทน
รับแสงแดดจ้าในตอนกลางวัน ซึ่งต้นกล้าไม้ยังไม่พร้อมที่ต่อ
สู้กับอุปสรรคใดๆ ก่อนที่จะตั้งตัวได้ จึงแนะนำให้นำลงปลูก
ในตอนเย็น หรือช่วงบ่ายที่หมดแดดแล้ว เพราะช่วงต่อไปจะ
เป็นกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาพอที่จะให้ต้นกล้าไม้ที่ปลูกใหม่
ตั้งตัวได้ และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพดินได้ ก่อนที่จะพบ
กับแสงแดดร้อนในวันต่อไป
...........เมื่อปลูกแล้ว...ใหม่ๆ ก็ควรรดน้ำทุกวัน วันละครั้ง หรือ
ทุกเช้า,เย็น จะดีมาก รดไปทุกวันจนกว่าต้นกล้าไม้ที่ปลูกตั้ง
ตัวได้ไม่เหี่ยวเฉาให้เห็น จึงเว้นวันนดน้ำได้ และควรหมั่นดูแล
ปุ๋ย พรวนดิน ให้พืชเจริญงอกงาม ตามวันเวลาที่เหมาะสม
ส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้พืชเจริญงอกงาม ตามวันเวลาที่เหมาะสม และที่สำคัญการ
ปลูกให้ใส่ "ใจ" ลงไปด้วย จะทำให้สิ่งที่เราลงมือทำไป บังเกิดผลได้งดงาม
................ส่วนผมเอง..ไม้ผลที่ได้นำมาปลูกมีหลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน
จำนวน 2 ต้น,ลองกอง จำนวน 1 ต้น, มังคุด จำนวน 1 ต้น,ลิ้นจี่ จำนวน 2 ต้น
ส้มโอ จำนวน 8 ต้น,มะไฟ จำนวน 3 ต้น,ลำไย จำนวน 10 ต้น,มะกอก 3 ต้น.
มะนาว 12 ต้น, น้อยหน่า จำนวน 6 ต้น,มะกรูด จำนวน 22 ต้น,ไผ่เลี้ยงหวาน
จำนวน 15 ต้น,ที่หลักๆ ก็มีเท่านี้ นอกนั้นก็เป็นไม้ผลต้นเตี้ย เช่น ฝรั่ง,พุดซา,
น้อยหน่า ฯลฯ
.............ต้นกล้าพันธุ์ไม้ผลทุกวันนี้...มีรา่คาสูง ถ้าซื้อต้นเล็ก ราคาถูกลงหน่อย
แต่ก็โอกาสต้นไม้จะรอดก็มีน้อยเช่นกัน ถึงอยากจะให้หาซื้อต้นที่มีขนาดโต
พอเหมาะให้สามารถต้านทานทุกขภัยรอบข้างได้ พร้อมที่จะโตขึ้นให้ผลผลิต
ได้ ....แต่จะเป็นกิ่งตอน,กิ่งทาบ,กิ่งเสียบ หรือกล้าเมล็ด อะไรก็ได้ ถ้าบำรุงรักษา
ได้ โตให้หมากผล ก็ดีทั้งนั้น
.............ต้นกล้าไม่ที่ได้..ผมได้มีโอกาสไปดูงาน "เทศกาลเงาะ ทุเรียนและของ
ดีศรีสะเกษ" เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 ณ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ก็ได้
หาเลือกซื้อกล้าไม้มาเต็มท้ายรถเหมือนกัน ราคาแพงก็ซื้อ เช่น ทุเรียน ที่เห็น
ทางขวามือ ราคาต้นละ 300 บาท (ลดราคาได้ 250 บาท ถ้าซื้อ 2 ต้น) ฯลฯ
ช่วงนี้ต้นไม้กำลังขึ้นสมอง ไปที่ไหนก็แวะไปดูไปซื้อกัน อย่างน้อยก็ติดรถมา
ปลูก 2 - 3 ต้น ปลูกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเต็มแปลง...ครับ
..
...
  ...  
..
ลิ้นจี่...ครับ
ส้มโอ(พันธุ์ไร้เมล็ด)
ไผ่เลี้ยงหวาน
ณ วันนี้ (7 ก.ย.2553)    
ประเภท ไม้ผล    
.
.
.
     
.
     
ประเภทไม้ดอก ไม้ประดับ    
.
.
     

ส่วนที่ 3 : ส่วนปลูกพืชผักสวนครัว    
.
.
.
.
.

ส่วนที่ 4 : ส่วนบ่อเลี้ยงปลา    
  สำหรับส่วนนี้....ก็เป็นส่วนแปลงที่แบ่งออกจากส่วนที่อยู่อาศัย(บ้าน) และส่วนปลูกไม้ผลที่เห็นอยู่ด้านบน เนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ ว่าจ้าง
รถแบ็กโคว์ขุดเป็นบ่อสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 20 เมตร,ยาวประมาณ 40 เมตร,ลึกประมาณ 3 เมตร เป็นบ่อขนาดกลาง และมีน้ำตลอดปี หน้าฝนน้ำขึ้นสูงล้นตลิ่ง,หน้าแล้งน้ำขอด แต่ก็ยังพอมีเหลือเลี้ยงไม่ให้
ปลาตาย ใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลา (ไม่ใช่ไว้ปล่อยปลา) ไว้รับประทานเองและจำหน่าย(เมื่อมีโอกาส) ปลาที่เลี้ยงก็มี ปลานิล,ปลาไน,ปลาดุกอุย,ปลาปาก,ฯลฯ บ่อที่มีอยู่ เป็นบ่อใหม่ ยังไม่มีหญ้าเกิดตามริมฝั่งหรือ
ขอบฝั่ง ให้ปลาได้กินและหลบภัยยามวางไข่ จึงเห็นน้ำเป็นสีขุ่น    
และต้องหมั่นให้อาหารสำเร็จ,อาหารเมม็ด ทุกเช้า,เย็น หรือไม่่ก็
เป็นรำอ่อน,หรือในผักกาด,ผักคะน้า กระหล่ำปลี ฯ ที่เราไม่ทาน
แล้ว หรือตามตลาดสดที่เขาแกะออกทิ้งก่อนขาย ก็ขอหรือซื้อ
เขามา เป็นอาหารว่างของปลาได้เป็นอย่างดี....
..................ปลาส่วนใหญ่ที่ผมเลี้ยงจะเป็นปลานิล และปลาดุกอุย
ที่อนุบาลในบ่อปูนก่อนให้โตพอเอาตัวรอดได็ ก็ประมาณโต 1 นิ้ว
ขึ้นไป ถึงนำลงเลี้ยงในบ่อดิน ปลาดุกอุย เป็นปลาที่โตเร็ว กินอา
หารเก่ง เลี้ยงประมาณ 1 เดือน ก็จับขายได้แล้ว 7-8 ตัว/กิโลกรัม
อยู่ในช่วงที่ตลาดกำลังต้องการพอดี เพราะ นำไปย่างหรือทอด
ขายตัวละ 10 บาทได้ (ซื้อกิโลกรัมละ 40 บาท ได้ 8 ตัว นำไป
ย่างขายตัวละ 10 ได้เงิน 80 บาท ก็ได้กำไร 40 บาท) แต่ถ้าโต
กว่านี้ ก็ขายยากหน่อย เพราะตลาดนำไปตั้งราคาขายไม่ได้ ถ้า
ขายตัวละ 15-20 บาท/ตัว ก็ไม่มีคนซื้อ เพราะเย่อะไป กินไม่หมด
นอกจากจะนำไปทำเป็นอาหารอย่างอื่น เช่น ต้ม,แกง,แต่ก็เป็น    
การลงทุนมากไปอยู่ดี ขายได้กำไรน้อย....ปลาดุกตัวโต ขายไม่
ได้ราคาเหมือนปลาช่อนตัวโตน่ะ..จะบอกให้..
.................ปลา เป็นอาหารหลักที่สำคัญอย่างหนึ่ง ของคนไทย
ที่นิยมรับประทานกัน เพราะปลาไม่มีไขมัน ไม่ทำให้เกิดคลอเรส
เตอรอล และสามารถนำไปทำเป็นอาหารได้หลายประเภท กินได้
ไม่เบื่อ ถ้าจำหน่ายก็จำหน่ายได้ทุกฤดูกาล ...ผมเองก็จับไปทำ
เป็นอาหารแทบทุกวัน บางวันบรรยากาศครื้มๆ ก็ทำเป็นกับแกล้ม
ต้อนรับแขกผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี ...นึกถึงแล้วน้ำลายไหล...
.................ว่างๆ หรือถ้าโอกาสมี ท่านใดผ่านเขื่องใน ก็ขอเชิญ
แวะชม แวะชิมก่อนค่อยผ่านไป ..ปัญญภัณฑ์ฟาร์ม..ยินดีต้อนรับ
ทุกๆท่าน ที่แวะถามข่าว ..ไม่รู้จะไปที่ใดถูก ก็แวะถามหาผมได้
ที่โรงพักเขื่องใน ทุกวันทำการ หรือโทร.045-203331 หรือ
08-2376-8049 ก็ได้ครับ
.................นอกจากบ่อปลาที่กล่าวแล้ว ผมยังมีบ่อปลาธรรมชาติ
ขนาดเล็กอีก 3 บ่อ ในแปลงนาใกล้ๆกันนี้ มีปลาธรรมชาติหลาก
หลายชนิด เช่น ปลาหมอ,ปลาสลิด,ปลากระดี่,ปลาดุกนา,ปลาช่อน
ปลาไหล,กุ้ง,ปู ท่านที่ชอบลงแหเอง..ก็สามารถทำได้ มีแหไห้ จะ
ได้บรรยากาศและรสชาติในการหาอาหาร อย่างเร้าใจ และรับ
ประทานอาหารที่ประกอบขึ้นเองอย่างเอร็ดอร่อย..หาที่เปรียบไม่
ได้อีกแล้ว..ครับท่าน
 
 
 

ส่วนที่ 5 : ส่วนทำนาข้าว    
 
............................................. สุดท้าย....คือส่วนทำนาข้าว ... การทำนาเป็นอาชีพหลักที่ชาวเกษตรกรจะขาดเสียมิได้ ทุกครอบครัวจะต้องมีที่ทำกินเป็นของตัวเอง นั่นก็คือ ที่ทำไร่ และที่ทำนา จะมีมากหรือน้อย
ก็แตกต่างกันไปตามฐานะความเป็นอยู่ ....ข้าวก็เป็นอาหารหลักของมนุษยชาติ เพื่อรับประทานเลี้ยงร่างกายให้อิ่ม และดำรงชีพให้อยู่ได้.... ข้าว แบ่งออกเป็นหลายชนิด เช่น ข้าวเจ้า,ข้าวเหนียว,ข้าวฟ่าง,ข้าวสาลี
ฯลฯ และยังแยกประเภทออกได้อีกเป็นหลายชนิด และท่านรู้หรือไม่ว่า "กว่าที่จะเป็นเมล็ดข้าวสีขาว นำมานึ่ง มาหุงให้เป็นข้าวสุก รับประทานได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไรมาบ้าง ไม่ต้องเอ๋ยถึงชาวนา
หรือคนรุ่นเก่าๆ ...เพราะเขาคงรู้ดีอยู่แล้ว ...แต่คนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่ไม่มีไร่ มีนาทำ จะไม่รู้เลย ...ผมจึงอยากจะเกริ่นขั้นตอนความเป็นไปเป็นมาพอคล่าวๆ ไห้นึกเห็นภาพลางๆ ไปด้วย ดังนี้
...........เริ่มต้นจาก.........1. การเตรียมดิน โดยขั้นแรกต้องไถกลบ เพื่อพรวนดินก่อน ปล่อยทิ้งไว้็ให้หญ้าตายก่อนไถกลบอีกครั้ง ซึ่งการไถก็ต้องดูว่า ดินมีความชื้นหรือไม่ ถ้าแห้งเกินไปก็ไถไม่เข้า ส่วนมากก่อน
    เข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูทำนา และก่อนลงมือทำนาจะต้องไถ
พรวนอีกครั้ง เพื่อเป็นการเตรียมดิน ครั้งสุดท้าย ในขั้นตอน
นี้ จะหว่านปุ๋ยชีวภาพบำรุงดินก่อนไถก็ได้ หรือจะฉีดยาฆ่า
หญ้า,คลุมหญ้าก่อนก็ได้
..................2. การเตรียมต้นกล้า ขั้นตอนนี้ถ้าเป็นทำนาแบบ
หว่าน ม่ต้องเตรียมแปลงหว่านต้นกล้า..แต่ต้องเตรียมดินหมด
ทั้งแปลง แล้วหว่านเมล็ดข้าว ให้พอเหมาะ ไม่หนาแน่นเกินไป
เพราะต้นข้าวโตขึ้นจะมีระยะพอดี การทำนาหว่่านจะทำได้
เลยไม่ต้องรอให้มีน้ำก่อน เหมาะกับนาดอน แล้วรอให้ต้นข้าว
สูงประมาณ2-5 นิ้ว ค่อยปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ใสปุ๋ย ...
..................ถ้าเป็นการทำนาแบบนาดำ ต้องทำแปลงต้นกล้า
ก่อน และต้องมีน้ำขังแล้วถึงจะทำได้ ต้องเลือกแปลงนาที่น้ำ
ไม่ขังมากเกินไป และไม่แล้งน้ำเกินไป เมื่อหว่านพันธุ์ข้าวแล้ว
ต้องควบคุมน้ำให้มีพอเหมาะ ไม่ท่วมหรือแห้ง และระวังหญ้า
วัชพืชจะขึ้นรบกวนด้วย หมั่นใส่ปุ๋ย ประมาณ 20-30 วัน ต้น
กล้าจะสูงยาวพอถอนไปปักดำได้ (ต่อ ข้อ 3)
...................3. นาดำ แปลงนาที่จะปักดำ ต้องมีน้ำขัง หรือเป็น
ดินโคลนเหลวเหนียวพอที่จะปักต้นกล้าให้ยืนต้นได้ และต้อง
ให้ต้นกล้ามีระยะห่างกันประมาณ 30 ซม. ซึ่งต้นกล้าที่นำมา
ปักดำก็ได้จากการเพาะพันธุ์ต้นกล้าจาก ข้อ 2.
     
4. ในระหว่างที่ปักดำนาหรือนาหว่านเสร็จแล้ว ในระหว่างนี้ต้อง
หมั่นดูแลและควบคุมน้ำให้เหมาะสม เพื่อเลี้ยงต้นข้าวให้โต และ
เพื่อคลุมดินไม่ให้หญ้าเกิดแซมต้นข้าว และควรใส่ปุ๋ยตามขั้นตอน
เพื่อให้ต้นข้าวได้ผลผลิตที่ดี ประมาณ 3 เดือน ข้าวจะเริ่มตั้งท้อง
และออกรวง
5. การเก็บเกี่ยว หลังจากที่ต้นข้าวออกรวงและเมล็ดข้าวเริ้มสุก
โดยสังเกตใบเลี้ยงข้าวออกสีเหลือง,เมล็ดข้าวออกสีเหลือง ก็เริ่ม
เก็บเกี่ยวได้ โดยไม่ต้องรอให้เมล็ดข้าวแก่มาก เพราะระยะที่เก็บ
เกี่ยวนานพอที่จะทำให้เมล็ดข้าวสุกเต็มที่และพร้อมนำเข้าเก็บใน
ยุ่งฉางได้ ......การทำนาทุกวันนี้ ไม่มีเวลาที่จะเตรียมข้าวของไป
นอนทำเป็นแรมเดือนเหมือนแต่ก่อนแล้ว ทุกคนตื่นขึ้นมาต้องรีบ
ปากกัดตีนถีบในการทำมาหากิน คนรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยสนใจที่จะ
เจริญรอยตามพ่อแม่ อาจเป็นเพราะกลัวความลำบาก เหน็ดเหนื่อย
ตากลม ตากแดด ผิวคล้ำ หน้าเกรียม อันไม่พึงปรารถนาของคน
รุ่นใหม่ ที่มุ่งแต่จะเสริมสวยเรือนร่างให้สะอาด สวยงาม ฯ ก็จะ
เหลือแต่รุ่นคราวพ่อ,แม่ และคนที่ไปไหนไม่ได้ รอรับเงินจากลูกๆ
ที่ไปทำงานส่งมาให้เป็นค่าว่าจ้างทำนา เำพื่อความรวดเร็วประกอบ
กับไม่มีเวลา ต้องใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น จ้างทีมงาน
ทำนาที่มีคนงานมากๆ ทำไม่กี่วันก็เสร็จ, รถไถนา,รถเกี่ยวข้าว,
รถสีข้าว ฯ ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามามีส่วนประกอบ
..   ด้วยกันทั้งนั้น ทุกอย่างจึงต้องอาศัยเม็ดเงินในการทำเป็นส่วน
ใหญ่ ซึ่งเมื่อลงทุนไปแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่าจะได้ทุนนั้น หรือ
กำไรกลับคืนมาหรือไม่ สังเกตได้จากธรรมชาติทุกวันนี้ ไม่ได้
เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนแต่ก่อน ฟ้าฝนก็ไม่ได้ตกต้องตามฤดู
กาล ซึ่งแต่ก่อนพอเข้าฤดูฝน ก็มีฝนตกให้เกษตรกรได้ทำไร่
ทำนากันไปตามปกติ แต่ทุกวันนี้ ถึงหน้าฝน ฝนไม่ตก อากาศ
ก็ร้อน ผืนดินก็แห้ง ทำนาก้ไม่ได้ผล ต้องคอยพึ่งพระบารมี
ฝนเทียมจากในหลวง ถึงกระนั้นก็ยังไม่ค่อยได้ผล จึงทำให้
เกษตรกรที่มีอาชีพทำไร ทำนา หมดอาลัยตายอยากไปตามๆ
กัน ...แต่ยังดีหน่อย ที่หลวงท่านเมตาจ่ายผลต่างให้พอมีทุน
แก้จนไปพลางๆ
..............ก็ดูกันไป อาชีพทำนาก็ยังเลือนลาง (ในภาพ)ดินเริ่ม
แห้งผาดขาวแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีฝนตกลงมาชะโลมอีกบ้างเมื่อไร
อนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ยังไม่ทราบ บางรายถึงกับไถทิ้ง
แล้วหว่านพันธุ์ข้าวใหม่ รอบ 2,รอบ 3 แล้ว เสียเงินซื้อพันธุ์
ข้าวไม่รู้เท่าไหร่ นี่คือธรรมชาติที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ จึงคาด
หวังไม่ได้ว่า..".อะไรจะเกิดขึ้น..ในวันข้างหน้า...".
 
 
 
 
..
     
     
..

การปลูกพืชเศรษฐกิจเสริม(ปลูกมันสำปะหลัง)
อึกแปลง อยู่ไม่ห่างกันนัก ประมาณ 1 กม.เนื้อที่ 9 ไร่ แบ่ง
เป็นที่ปลูกมันสำปะหลัง 5 ไร่ ส่วนที่เหลือยังเป็นป่าละเมาะอยู่
ใช้ปลูกมันสำปะหลัง(ดังภาพที่เหิ็น) การเตรียมพื้นที่ยังไม่ดีนัก
เนื่องจากทุนต่ำ และต้นไม้ใหญ่ยังมีมาก ทำให้ผลผลิตได้น้อย
แต่ก็ทำ ราคาปัจจุบันก็นับว่าอยู่ในขั้นดีพอสมควร เพราะมีระยะ
เวลาในการปลูกและเก็บผลผลิตประมาณ 8-10 เดือน ก็เก็บ
ออกขายได้ ซึ่งการขายจะมี 2 รูปแบบ คือ 1.ขายหัวเป็นๆ
ตัดหัวชั่งกิโลขายได้เลย และแบบที่ 2.สับหัวออกตากแห้ง
ค่อนนำไปขาย กิโลละ 5-6 บาท ก็พออยู่ได้
ปัจจุบัน เกษตรกรจะหันมาปลูกมันสำปะหลังกันมากขึ้
เนื่องจาก ราคาดี และไม่ใช้เวลานานเหมือนปลูกยาง
 
เตรียมดินปลูก
ลงปลูก
1 เดือนผ่านไป
อายุ 1 เดือนเศษ
   
8-10 เดือน เก็บขายได้

 
มีการเปลี่ยนแปลงจะ Updated ภาพให้ชมเป็นระยะๆ ..ติดตามชมได้น่ะครับ